Profiel van sasithornhttp://NakhonSriThammara...Foto'sWeblogLijstenMeer Extra Help

http://NakhonSriThammarat-Thailand.blogspot.com

sasithorn hyutongcome

Plaats
Interesses
I am a funny girl (some time crazy girl ) from The south of Thailand ,Just be happy with my sweetheart where we are living too far far aways from where I am from .

**Freedom it's the best**
26 juli

ปิดตำนาน โดเรมอน

 
 
" ฉากสุดท้าย..ของโดเรมอน "


  ... บ่ายวันหนึ่ง
  ซึ่งก็เป็นวันธรรมดาเหมือนวันอื่นๆ ทั่วๆไป  โนบิตะกลับมาจากโรงเรียน
 และวิ่งขึ้นไปชั้น 2ไปที่ห้องของเขา  โดเรมอนอยู่ในห้องนั้น
 และกำลังนอนอยู่ซึ่งก็เป็นเหมือนปกติทุกๆ วัน
 "เฮ้ !! โดเรมอนตื่นเถอะแล้วไปเล่นด้วยกัน "โนบิตะชวน
 แต่โดเรมอนก็ยังไม่ตื่น
 โนบิตะคิดว่า โดเรมอนคงจะเหนื่อย
 
 
  ปล่อยให้นอนต่อไปดีกว่า 
  ดังนั้นเขาจึงวิ่งออกไปเล่นข้างนอกกับชิซูกะและเพื่อนคนอื่นๆ

  ... 2-3 ชั่วโมงต่อมา 
 โนบิตะก็กลับมาที่บ้านของเขาและโดเรมอนก็ยังคงนอนอยู่ 
 โนบิตะเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่แปลกไป
  "ปกติโดเรมอนไม่นอนนานอย่างนี้นี่นา " 
 เขาพยายามจะปลุกโดเรมอน
 แต่ก็ไม่มีการตอบสนองจากโดเรมอน
  โนบิตะเริ่มรู้สึกกลัวและพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะปลุกโดเรมอน 
แต่ไม่ว่าโนบิตะจะพยายามทำอย่างไรก็ตาม
 
 
 โดเรมอนก็ไม่ตื่น 
 ถึงตอนนี้โนบิตะรู้ชัดเจนแล้วว่ามีบางอย่างแปลกไป 
  ซึ่งสิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
  โนบิตะเริ่มร้องไห้
  แม้ว่าจะร้องไห้หรือตะโกนร้องอย่างไร 
 เจ้าหุ่นยนต์รูปแมวตัวอ้วนก็ไม่มีการเคลื่อนไหวแต่อย่างไร 
  แล้วโนบิตะก็เกิดความคิดขึ้นมา!!
  เขากระโดดลงไปในลิ้นชักโต๊ะของเขา,
  ใช่แล้ว ไทม์แมชชีนนั่นเอง
  โนบิตะใช้ ไทม์แมชชีน ไปในอนาคตไปหา โดเรมีน้องสาวของโดเรมอน 
  โนบิตะไปขอความช่วยเหลือจากโดเรมี
 
 
  และพาเธอกลับมากับเขา

  ...กลับมาในปี 1998
  หลังจากนั่ง ไทม์แมชชีน กลับมายัง ปี 1998  โดเรมีก็ไปตรวจ ระบบต่างๆ
   ในตัวของโดเรมอน 
  เพื่อตรวจสอบว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับโดเรมอน-พี่ชายของเธอ

  หลังจากนั้นไม่นาน โดเรมีก็บอกว่า
 
  "แบตเตอรี่ของโดเรมอนหมด"
 
  โนบิตะได้ยินดังนั้นก็โล่งใจ และบอกกับโดเรมีว่า
  "แบตเตอรี่หรือ? โดเรมอนไม่ได้เสียหายอย่างอื่นใช่ไหม
 
  งั้นจะรีรออะไรอยู่ล่ะ
  ก็เปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ให้เขา
  และทำให้โดเรมอนตื่นกลับมาเหมือนเดิมสิ"
  แต่ .. โดเรมี ส่ายหัวและพูดขึ้นว่า
 
 
  "  โนบิตะซัง ฉันควรทำอย่างนั้นเหรอ?"
  " อะ . . .อะไรนะ โดเรมี เธอหมายความว่ายังไง??"
 
   โดเรมีตอบว่า
 
   "ก็ แบตเตอรี่หลักของโดเรมอนอยู่ตรงนี้
   ใกล้กับกระเป๋าหน้าของเขา และไฟมันหมดแล้ว
   ซึ่งแต่เดิมแล้วโดเรมอนจะมีแบตเตอรี่สำรองอยู่ที่หู
 
   แต่ว่าโนบิตะ  ก็อย่างที่รู้ๆกันแหล่ะว่า
  หูของโดเรมอนถูกหนูแทะกินไป เมื่อหลายปีมาแล้ว
   ดังนั้นตอนนี้โดเรมอนก็เลยไม่มีแบตเตอรี่สำรอง"
 
 
  "แล้วมันหมายความว่าอย่างไรละ" โนบิตะสงสัย
  "ก็หมายความว่า ถ้าฉันเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้โดเรมอน
   ความทรงจำทุกอย่างของโดเรมอนก็จะหายไปจากส่วนของหน่วยความจำนะสิ"
 
 
                      "อะไรนะ?"
 
    "แล้วเธอยังจะให้ฉันเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้อย่างนั้นหรือ"

    โนบิตะหลับตาแล้วร้องไห้ . . .

    แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็หยุดร้องและบอกโดเรมีจังว่า
    "โดเรมี,ขอบคุณนะที่อุตส่าห์มา ฉันจะดูแลโดเรมอนเอง
                  เธอกลับไปอนาคตเถอะ"
 
 
     โดเรมีจังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อช่วยโนบิตะดี, 
     เธอเข้าไปกอดโนบิตะเพื่อปลอบใจ และก็กลับไปอนาคต
 
    หลังจากโดเรมีกลับไป โนบิตะอุ้มโดเรมอนขึ้น 
     ยกโดเรมอนวางไว้ในตู้ที่นอนของโดเรมอนตามเดิม
 
 

    . . .วัน- เวลาผ่านไป . . .
     ปี ค.ศ.2010 . . . โนบิตะโตขึ้น
 
 
    ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาเปลี่ยนไป เขาทุ่มเทเรียนอย่างหนัก 
    ไม่มีการร้องไห้อีกต่อไป  และเขาก็มีชีวิตอยู่โดยที่ไม่มีโดเรมอน
    
     เขาได้บอกชิซูกะและทุกๆคนว่า 
    โดเรมอนได้กลับไปสู่อนาคตของเขาแล้ว 
     และจะไม่สามารถได้พบกับโดเรมอนได้อีกต่อไป
 
     ชิซูกะรู้สึกประทับใจในท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างเหลือเชื่อของโนบิตะซึ่งแตก

       ต่างจากเมื่อ 10 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง 
 
 
   พวกเขาตกหลุมรักซึ่งกันและกันและในที่สุดก็ได้แต่งงานกัน . . .
 
   โนบิตะเติบโตเป็นนักวิทยาศาสตร์  
   เขาได้สร้างห้องของเขาให้กลายเป็นห้องทดลอง 
    และทุ่มเทศึกษาอย่างหนักในงานของเขาตลอดทั้งวัน 
    เขาได้บอกชิซูกะว่าไม่ให้เข้ามาในห้องทดลองของเขา 
 
 
    เพราะมีสิ่งที่เป็นอันตรายอยู่มากมาย

  แต่แล้ววันหนึ่ง
  เขากลับเรียกชิซูกะให้เข้าไปในห้องของเขา   
 
  ห้องทดลองซึ่งเขาเคยบอกว่าเต็มไปด้วยอันตราย 
  มันเป็นครั้งแรกที่ชิซูกะได้เข้าไปในห้องทดลองของสามีของเธอ

  และเมื่อเธอเข้าไป . . เธอถึงกับตกใจจนพูดไม่ออก !
  เพราะสิ่งที่เธอเห็น ....
  เพื่อนเก่าของเธอ
 
 
  ผู้ที่เธอเคยเล่นด้วยในวันเด็ก
         
 
           "โดเรมอน"
   
โดเรมอนไม่ได้เคลื่อนไหว มันดูเหมือนว่าเขากำลังหลับ
   "ดูนะชิซูกะ ฉันจะเสียบปลั๊กเดี๋ยวนี้แหละ . . "
   โนบิตะเปิดสวิชส์หลักของโดเรมอน
   โดเรมอน ลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว . ... . . .
 

  มันเป็นช่วงเวลาสำหรับคำถามที่ทุกคนอยากรู้ว่า
  "ผู้ประดิษฐ์โดเรมอน . . . เป็นใคร"
   มีคำตอบที่ชัดเจน
 
   คนนั้นคือ โนบิตะ นั่นเอง . . .
  โนบิตะเรียนอย่างหนัก และทุ่มเท
  เพื่อที่จะได้พบได้คุยกับเพื่อนเก่าของเขา
 
 
 
   "โดเรมอน" อีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งในขณะนี้นั้น
    โนบิตะเป็นผู้ที่สร้างโดเรมอนขึ้นมา
 
    เขาได้ค้นพบโครงสร้าง สถาปัตยกรรม
    และโปรแกรมทั้งหมด 
   ของหุ่นยนต์ที่เป็นแบบฉบับของโดเรมอน
          โนบิตะและชิซูกะ ร้องไห้เบาๆ
 
 
                 ด้วยความยินดี . . . .
    โดเรมอนลืมตาขึ้นมา . ...
 
 
    มองไปรอบๆ  และในที่สุดก็พูดขึ้นว่า
    "โนบิตะ นายทำการบ้านเสร็จรึยัง?"
 
 
    เมฆสีขาวก็ยังลอยล่องอยู่บนท้องฟ้า เหมือนดังวันก่อน 
    วัน-เวลาที่พวกเขาได้ร่วมใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน . . . ...
    ลาก่อนโดเรมอน

    เรื่องราวการ์ตูนของหุ่นยนต์แมวอ้วนสีน้ำเงินนี้มีมานานกว่าสิบสิบปีแล้ว

     เขียนกันจนกระทั่งผู้เขียนได้เสียชีวิตจากไป 
     กระนั้นเรื่องราวก็ยังไม่จบแบบสมบูรณ์ แต่ทว่าที่ญี่ปุ่น
 
     ได้เผยถึงตอนจบที่ผู้เขียนได้เขียนเอาไว้ก่อนที่จะเสียชีวิตไว้คร่าว ๆ
 
     ว่าโนบิตะเป็นเด็กที่อ่อนแอที่เป็นโรคร้ายรักษาไม่หาย
     และกลายเป็นเจ้าชายนิทรามาเป็นแรมปีแล้ว
     ในขณะที่พ่อแม่พี่น้องทุกคนกำลังถอดใจ 
     ก็ตัดสินใจที่จะทำให้เขาตื่นขึ้นมาเป็นครั้งสุดท้าย  
 
     ในวันที่เขาตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาล
  
     เขาเห็นคนรู้จักของเขาเกือบทุกคน ทั้งพ่อ แม่ เพื่อน ๆ 
     ต่างมายืนล้อมรอบเตียงของเขา 
    แต่เขามองไม่เห็นเพื่อนสนิทที่สุดของเขานั่น
 
     คือ โดเรมอน . . เขาจึงถามหา  .. แต่คำตอบที่ได้ก็คือ
     โดเรมอนนั้นเป็นเพียงแค่เรื่องราวในความฝันของเขา
     ขณะที่เขาหลับเป็นเจ้าชายนิทราเท่านั้น  ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง 
    เขารู้สึกเสียใจมาก . . .
 
 
    วันรุ่งขึ้นขณะที่โนบิตะนั่งมองออกไปที่นอกหน้าต่าง 
    เขาก็ได้เห็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่ผลัดใบร่วงไปเกือบจะหมดต้นแล้ว
    อากาศในตอนนั้นหนาวเย็น
    โนบิตะนั่งถอนใจนึกถึงเรื่องราวของโดเรมอน . . .
 
    ทันทีที่ใบไม้ใบสุดท้ายหลุดร่วงลงจากต้น

     โนบิตะก็หมดลมหายใจจากไป . . . .


    ผู้เขียนได้เขียนตอนจบนี้ขณะที่เขาป่วย
 
    ก่อนที่จะเสียชีวิตในโรงพยาบาล
 
    แต่ก็ไม่ได้ลงตีพิมพ์
    เพราะสมาพันธ์การ์ตูนแห่งประเทศญี่ปุ่นให้เหตุผลว่า
 
 
... มันเศร้าเกินไป...
  
 
 
    เด็กๆมีความผูกพันกับโดเรมอนมากทางด้านจิตใจ
     หากผลสรุปว่า  โดเรมอนเป็นเพียงความฝันของเด็กไม่สบายคนหนึ่งเท่านั้น
 
     และสุดท้ายก็เสียชีวิต จะเป็นการทำร้ายจิตใจเด็ก ๆ
      มากเกินไป . . ...

พระไพศาล วิสาโล

 
 
 
ในบรรดาผู้เคราะห์ร้ายจากสงครามเวียดนาม

คงไม่มีใครที่ทั่วโลกรู้จักมากเท่ากับ คิม ฟุค ภาพเด็กหญิงวัย ๙ ขวบร่างกายบอบบางและเปลือยเปล่า
 
 วิ่งร่ำไห้อยู่กลางถนนพร้อมกับเด็กอีก ๒-๓ คน โดยมีฉากหลังเป็นม่านควันดำทมึนและเปลวไฟลุกโพลง
ได้ประทับแน่นอยู่ในใจของผู้คนทั่วโลก
 ภาพนี้ภาพเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะบอกเราว่าสงครามนั้นสร้างความทุกข์ทรมานแก่ลูกเล็กเด็กแดงและประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างไรบ้าง
 
คิม ฟุค คือเด็กหญิงชาวเวียดนามใต้คนนั้นซึ่งช่างภาพอเมริกันได้ถ่ายไว้

ขณะที แม้เธอจะรอดตายจากระเบิดนาปาล์มที่ทิ้งลงหมู่บ้านของเธอ แต่ไฟก็ได้เผาลวกผิวหนังของเธอถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์
 
เธอต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึง ๑๔ เดือน
 
 และผ่านการผ่าตัดถึง ๑๗ ครั้งกว่าจะหายเป็นปกติ
 
เธอยังโชคดีเมื่อเทียบกับลูกพี่ลูกน้องอีก ๒ คนซึ่งตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว 

นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๑๕ เมื่อเวียดนามกลายเป็นคอมมิวนิสต์

๓ ปีต่อมา ก็ไม่มีข่าวคราวของเธอปรากฏสู่โลกภายนอกอีกเลย แต่แล้ววันหนึ่งในปี ๒๕๓๙ คิม ฟุค ก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าชาวอเมริกันซึ่งเคยผ่านสมรภูมิเวียดนาม
 
เธอได้รับเชิญให้มาพูดเนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก ณ กรุงวอชิงตันดีซี 

การได้มาเผชิญหน้ากับกลุ่มคนซึ่งครั้งหนึ่งเคยมาทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ

ทำให้ญาติพี่น้องของเธอต้องตาย และเกือบฆ่าเธอให้ตายไปด้วยนั้น
ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำใจได้ง่ายนัก แต่เธอมาก็เพื่อจะบอกให้พวกเขารู้ว่า
 
สงครามนั้นได้ก่อความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนอย่างไรบ้าง
 หลังจากที่เล่าถึงประสบการณ์อันเจ็บปวดของเธอแล้ว
 เธอก็ได้เผยความในใจว่ามีเรื่องหนึ่งที่เธออยากจะบอกต่อหน้านักบินที่ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านของเธอ 

พูดมาถึงตรงนี้ก็มีคนส่งข้อความมาบอกว่า คนที่เธอต้องการพบกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมนี้

เธอจึงเผยความในใจออกมาว่า
 "ฉันอยากบอกเขาว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ แต่เราควรพยายามทำสิ่งดี ๆ เพื่อส่งเสริมสันติภาพทั้งในปัจจุบันและอนาคต"
 
 
 เมื่อเธอบรรยายเสร็จ ลงมาจากเวที
 
อดีตนักบินที่เกือบฆ่าเธอก็มายืนอยู่เบื้องหน้าเธอ

เขามิใช่ทหารอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นสาธุคุณประจำโบสถ์แห่งหนึ่ง เขาพูดด้วยสีหน้าเจ็บปวดว่า
 
 "ผมขอโทษ ผมขอโทษจริง ๆ" คิมเข้าไปโอบกอบเขาแล้วตอบว่า "ไม่เป็นไร ฉันให้อภัย ฉันให้อภัย" 

 
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะให้อภัยโดยเฉพาะกับคนที่ทำร้ายเราปางตาย

คิม ฟุค เล่าว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความทุกข์ทรมานแก่เธอทั้งกายและใจ
จนเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร
 แต่แล้วเธอก็พบว่าสิ่งที่ทำร้ายเธอจริง ๆ มิใช่ใครที่ไหน หากได้แก่ความเกลียดที่ฝังแน่นในใจเธอนั่นเอง
"ฉันพบว่าการบ่มเพาะความเกลียดเอาไว้สามารถฆ่าฉันได้"
เธอพยายามสวดมนต์และแผ่เมตตาให้ศัตรู และแก่คนที่ก่อความทุกข์ให้เธอ แล้วเธอก็พบว่า
 
 "หัวใจฉันมีความอ่อนโยนมากขึ้นเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้ ฉันสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องเกลียด" 

เราไม่อาจควบคุมกำกับผู้คนให้ทำดี หรือไม่ทำชั่วกับเราได้


แต่เราสามารถควบคุมกำกับจิตใจของเราได้
เราไม่อาจเลือกได้ว่ารอบตัวเราต้องมีแต่คนน่ารักพูดจาอ่อนหวาน
 แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำใจอย่างไรเมื่อประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา คิม ฟุค ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองว่า
"ฉันน่าจะโกรธ แต่ฉันเลือกอีกทางหนึ่ง แล้วชีวิตของฉันก็ดีขึ้น" 

บทเรียนของคิม ฟุค คือในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ เราจึงไม่ควรปักใจอยู่กับอดีต


แต่เราสามารถเรียนรู้จากอดีตเพื่อทำปัจจุบันและอนาคตให้ดีขึ้นได้ บทเรียนจากอดีตอย่างหนึ่งที่เธอได้เรียนรู้มาก็คือ
"การอยู่กับความโกรธ เกลียด และความขมขื่นนั้น ทำให้ฉันเห็นคุณค่าของการให้อภัย" 

การให้อภัยมิได้หมายถึงการลืมเหตุการณ์ที่เจ็บปวด

แต่หมายถึงการไม่ยอมให้เหตุ การณ์เหล่านั้นมาทำร้ายเรา
 ผู้ที่รู้จักให้อภัยคือผู้ที่ยังจดจำอดีตอันไม่น่าพิสมัยได้
 แต่แทนที่จะปล่อยให้อดีตนั้นมากระทำย่ำยี กลับเอาชนะมันได้
และสามารถนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น
 เอามาเป็นบทเรียนเพื่อจะไม่ทำความผิดพลาดอีก
 และที่สำคัญคือเป็นเครื่องเตือนใจว่าความโกรธเกลียดนั้นเป็นอันตรายต่อตัวเราอย่างไรบ้าง
 
เมื่อเราโกรธใคร อยากทำร้ายใครนั้น คนแรกที่ถูกทำร้ายคือตัวเรานั่นเอง

ไม่ใช่แค่จิตใจเท่านั้นที่เร่าร้อนเหมือนถูกไฟสุม แม้แต่ร่างกายก็ยังได้รับผลกระทบด้วย
 มีบางคนที่มีอาการปวดท้องและปวดศีรษะเรื้อรัง
อีกทั้งยังมีความดันโลหิตสูง หมอพยายามตรวจร่างกายแต่ก็ไม่พบความผิดปกติ
 
หมอจึงขอให้เธอเล่าเรื่องราวในชีวิตของเธอให้ฟัง
 เธอเล่าว่ากำลังมีเรื่องขุ่นเคืองใจกับพี่สาวซึ่งทอดทิ้งให้เธอเผชิญปัญหาตามลำพังอยู่หลายปี
หมอจึงสันนิษฐานว่าความเจ็บป่วยของเธอมีสาเหตุมาจากความบาดหมางดังกล่าว
จึงแนะให้เธอยกโทษแก่พี่สาว หลายปีต่อมาหมอได้รับจดหมายจากคนไข้รายนี้ว่าเธอคืนดีกับพี่สาวแล้ว
และอาการเจ็บป่วยก็ไม่มารังควานอีกเลย 

มีอีกรายที่เจ็บป่วยโดยหมอไม่พบความผิดปกติในร่างกาย

 เธอมีอาการคลื่นไส้และระบบย่อยอาหารผิดปกติจนน้ำหนักลดไป ๑๕ กก.
 วันหนึ่งอาการได้กำเริบขึ้นเมื่อเธอได้รับจดหมายจากลูกพี่ลูกน้อง
เธอเฉลียวใจในตอนนั้นเองว่าความเจ็บป่วยของเธอมีสาเหตุมาจากความโกรธเกลียด
 
เธอทั้งโกรธและเกลียดลูกพี่ลูกน้องคนนั้นเพราะแอบไปมีความสัมพันธ์กับแฟนหนุ่มของเธอ
ลูกพี่ลูกน้องคนนั้นเขียนจดหมายมาขอโทษเธอ เธอครุ่นคิดอยู่นาน
 และในที่สุดก็เขียนจดหมายตอบไปว่า
"ฉันยกโทษให้เธอ"
หลังจากนั้นสุขภาพเธอก็ดีขึ้นและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข 

การให้อภัยเป็นเรื่องยาก แต่การมีชีวิตด้วยจิตใจที่โกรธแค้นพยาบาทกลับเป็นเรื่องที่ยากลำบากกว่า
 
 คนที่มีความโกรธเกลียดอัดแน่นเต็มหัวใจย่อมไม่อาจพบความสุขและความเบิกบานใจได้
 
 คนเช่นนี้ย่อมยากที่จะมีศรัทธาและกำลังใจในการมีชีวิต
 
ด้วยเหตุนี้เราจึงควรเรียนรู้ที่จะปลดเปลื้องความโกรธเกลียดไปจากจิตใจ
 
ด้วยการรู้จักให้อภัยและหมั่นแผ่เมตตาไปให้แก่คนที่ทำความเจ็บปวดให้แก่เรา 

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนึกถึงบุคคลดังกล่าวโดยที่จิตใจไม่พลุ่งพล่าน

แต่เมื่อใดที่ใจเราสงบลองนึกถึงเขาอยู่เป็นระยะ ๆ
นึกถึงแต่ละครั้งก็ยิ้มให้เขา แผ่ความปรารถนาดีให้เขา
 
เราจะพบว่าเรายิ้มให้เขาได้ง่ายขึ้น และจิตใจกระเพื่อมน้อยลง
 ไม่นานเราก็จะให้อภัยเขาได้และมีความปรารถนาดีต่อเขาด้วยใจจริง 

ถึงตอนนั้นเราจะพบว่าสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวดทุกข์ทรมานมาเป็นเวลานานนั้นมิใช่อะไรอื่น
หากได้แก่ความโกรธเกลียดที่เคยอยู่ในใจเรานั้นเอง ความเจ็บปวดที่เกิด
 
 
เพราะคนบางคนนั้นแท้จริงได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว
แต่ที่ยังคงอยู่ก็เพราะใจเรานั้นเองที่ไปรื้อฟื้นและทนุถนอมมันเอาไว้
ด้วยความจงเกลียดจงชังหมายมั่นจะแก้แค้น
 
ตัวเขาอาจอยู่ไกลแสนไกล
แต่เราเองต่างหากที่ไปดึงเขามาไว้กลางใจเราอยู่ทุกโมงยาม
 พูดให้ถูกต้องก็คือใจเรานั่นแหละที่สร้างปีศาจร้ายมาหลอกหลอนตัวเองอยู่ทุกขณะจิต
ปีศาจที่แม้รูปร่างหน้าตาเหมือนคนที่เคยประทุษร้ายเรา
แต่เป็นผลผลิตจากใจของเราเอง 

การให้อภัยและการแผ่เมตตาแท้ที่จริง

ก็คือการสยบปีศาจร้ายมิให้มาหลอกหลอนอีกต่อไป
 
จะเรียกว่าเป็นการเชื้อเชิญมันออกไปจากจิตใจของเราก็ได้
 ด้วยการให้อภัยและการแผ่เมตตาเท่านั้น
 จิตใจของเราจึงจะได้รับการเยียวยาและกลับเป็นปกติสุขอีกครั้งหนึ่ง 

ในโลกที่เรามิอาจหลีกพ้นความพลัดพรากสูญเสีย ความเจ็บปวด และบาดแผลในใจ การให้อภัยและการแผ่เมตตาคืออะไรหากมิใช่ยาสามัญที่ควรมีไว้ประจำใจ

ขอบคุณที่มา : พระไพศาล วิสาโล 
 

ปัญญา เกิด เพราะ "หมาขี้เรื้อน"

 
 
 
ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่ง
เพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก
ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน

เพื่อเห็นแก่แม่..
บัณฑิตใหม่หมาดจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้
เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว
ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับ
พระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน

พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดี
มีแต่ความสุขสบายเมื่อมาอยู่วัดป่า
กว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน

แต่ก็นั่นแหละกว่าจะ'นิ่ง'
ก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน

ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะ
พระใหม่มีนิสัยชอบจับผิดและชอบอวดรู้
ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ

วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่า
ไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน
ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง
เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้า
ก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่า
ล้าสมัยไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี

ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า
ท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกิน
กว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา

ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้าง
ก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปที
ล้างไปบ่นไปประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมือง
นอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้

โอ้ชีวิต!ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้
ถือดีว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง
มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น
ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด

มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่า
ตัวเองเหนือกว่าทุกประตู
นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่
ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทินนับถอยหลัง
รอวันสึกด้วยใจจดจ่อ

อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่า
ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา
ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง

วันๆไม่เห็นท่านทำอะไรเอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง
(เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน
การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง

เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชาเสนอให้ปรับ
โน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย
รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วย

อีกข้อหนึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว
ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก
อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น
พระใหม่เสนอให้หลวงพ่อเจ้าอาวาส
มีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้
สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น

และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงาน
อย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง
ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า

เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ
หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทราด้วย
ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่าน
ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายฟัง
แต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน

อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา
แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลาย ดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง
ที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งใต้ต้นอโศกที่อยู่ใกล้ๆ

"เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่
เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อนคันไปทั้งตัว
ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้น
เดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน

แต่พวกเธอรู้ไหม
เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหน
มันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจหาว่า
แต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง
นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี

คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน
แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที
เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้ง

วันเจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า
เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้น
หาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่

แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก"

พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า
ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตรสวดมนต์เย็นแล้ว


ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกตินอกสงบแต่ในวุ่นวาย นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู

ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง

นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน

จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย

จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน

จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง

แม้เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัว ท่านก็ยังไม่ยอมสึก

"อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อนขออยู่รักษาโรค
จนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา"

โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่า "หมาขี้เรื้อน" ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่
 
 
 

คนพิเศษ ของใจ *-*

 
 
 
        

ใครหลายๆคนอาจจะคิดว่า คนพิเศษของใจ ก็คือแฟนของเรา
แต่บางครั้งมันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดหรอก ????????????? คนพิเศษของใจ
หรือคนที่คุณอาจจะเรียกว่าเป็นคนพิเศษของคุณ
หรือคนที่สำคัญกับคุณนั้น เขาหรือเธอคนนั้น
ไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนหรือคนรักของคุณเสมอไปหรอก คุณลองนึกดูสิว่า. .


* ใคร ที่เคยทำให้คุณต้องร้องไห้ เพราะเรื่องของเขา +++++
คนคนนี้แหละคือคนที่คุณแคร์เขามากและคุณอาจจะรักเขาด้วยโดยที่คุณไม่รู้ตัวเลย


** ใคร ที่เคยร้องไห้ไปพร้อม ๆ กับคุณ เมื่อเวลาคุณร้องไห้ +++++
คนนี้แหละคือคนที่คุณต้องคอยดูแลถนอมน้ำใจเขาให้มากที่สุด
คุณคงไม่รู้ว่าเขารักคุณมากด้วย


*** ใคร ที่คอยห่วงใยคุณ ดูแลคุณอย่างดี คอยเตือนคุณ คอยช่วยเหลือคุณ
เมื่อคุณต้องการความช่วยเหลือ +++++
คนนี้แหละที่เขารักคุณอย่างจริงใจ
และเชื่อเถอะว่าคุณจะต้องรักเขาเข้าเหมือนกันโดยที่คุณไม่รู้ตัว


**** ใคร ที่คอยบอกคุณให้เข้านอนเร็วๆ ให้ห่มผ้าก่อนนอน +++++ คนคนนี้แหละ
คือคนที่เขาห่วงคุณอย่างจริงใจ ไม่ต้องการให้คุณไม่สบาย
ต้องการให้คุณตื่นมารับอากาศเช้าที่แสนจะสดใส


***** ใคร ที่คุณอยากจะบอกเรื่องราวของคุณให้เขารู้มากที่สุด +++++
คนนี้แหละคือคนที่คุณ ไว้ใจมากที่สุด คือคนที่คุณ รักและไว้ใจ


****** ใคร ที่คุณ อยากรับฟังปัญหาและเรื่องราวของเขามากที่สุด +++++
คนคนนี้แหละคือคนที่คุณแคร์เขามากๆ
ต้องการรู้เมื่อเขามีปัญหาเผื่อจะช่วยเขาได้


******* และ ใคร คือคนที่คุณคิดว่า คุณต้องการเขาอยู่เสมอ ++++
คนคนนี้แหละ ที่เรียกว่า “คนพิเศษของใจ” คนพิเศษของใจคุณ คือ
คนที่คุณต้องการเขา คนที่คุณผูกพันกับเขามาก มากกว่าใครๆ

เขาเป็นคนที่คุณคิดว่า คุณต้องการเขาอยู่เสมอ
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเพียงไหน เขาจะเปลี่ยนไปอย่างไร
เขาจะเป็นคนเดิมของคุณหรือเปล่า และถ้าคุณเคยทำให้เขาเสียใจ
หรือทำอะไรที่คุณจะต้องเสียเขาไป แล้วเขายังกลับมาหาคุณอีก

คุณเชื่อเถอะว่า คนคนนี้แหละเขารักคุณ จริงใจ หวังดี
และห่วงใยคุณอยู่ตลอดเวลา และเขายังต้องการคุณอย่างที่คุณต้องการเขา
คุณจะเป็นคนพิเศษของใจกันและกัน รักษาและถนอมคนคนนี้ไว้ให้ดีนะ
แล้วคุณจะมีความสุข เชื่อเถอะ!!!!!!


*หาให้เจอนะขอให้ทุกคนโชคดี*

ประโยชน์ของฟ้าแล็บ

 
 
 
                        สถานีกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกาประมาณไว้ว่า 

ในระยะเวลา 1 ปี ฟ้าแลบทำให้ไนโตรเจนตกลงมายังพื้นดิน 2 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อคิดทั้งโลกจะมีไนโตรเจนตกลงมายังโลกถึง 770 ล้านตันต่อปี

ในระหว่างที่เกิดฟ้าแลบ 

พลังงานบางส่วนจากฟ้าแลบจะทำให้ไนโตรเจนทำปฏิกิริยาเคมีกับออกซิเจนเกิดเป็นสารประกอบไนโตรเจนมอนอกไซด์ (NO) สารประกอบนี้มีไนโตรเจน 1 อะตอม และออกซิเจน
1 อะตอม มันจะดูดออกซิเจนอีก 1 อะตอมเพิ่มเข้าไป  และกลายเป็นไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2)ซึ่งละลายได้ในน้ำฝนกลายเป็นกรดดินประสิว (HNO3)  ตกลงมายังพื้นโลก  เมื่อกรดดินประสิวรวมตัวกับสาร  เมื่อกรดดินประสิวรวมตัวกับสารเคมีอื่น ๆ จะได้เป็นเกลือไนเตรตซึ่งเป็นอาหารที่ดีของพืช
 
ดังนั้น  ถึงคนขวัญอ่อนจะไม่ค่อยชอบฟ้าแลบนัก  แต่ก็ควรทำใจสักนิดให้ชอบสักหน่อยเพราะมีผลดีต่อชาวนาที่ผลิตพืชผักผลไม้มาให้เรากินอยู่ทุก ๆ วัน
*****

Black and white

 
 
                         เกมส์สุดยอด ควรค่าแกการลองเล่นดู  
13 juni

นักดนตรี(ไทย)

 ช่างกลสยาม ปี 1998
 
    
 
   อาจารเข้ามาสอนตามปกติ แล้ว ก่อน หมด คาบเรียน แกเล่าไห้ฟัง ว่า
 
     โรงเรียน ต้องส่งตัวแทนนักเรียน ไปเล่นคนตรีไทย
ถวาย พระพร ออก อากาศ ทางช่อง 5
 
*****ตัวแทนนักเรียนส่วนมากก็ จะเป็นเด็ก พานิชย์
 แทบจะไม่มีเด็กช่างเลยเพราะเขาไม่ ค่อยไห้
ร่วม กิจกรรม ที่เป็นทางการมาก ( ไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัด)*****
 
   เราสนใจมากเพราะรู้ว่า ต้องได้ ออกทีวีแน่ๆๆ
เราเลยถามอาจารว่า จะเป็นไปได้ไหม
ไห้เราเป็นตัวแทนเด้กช่าง ในปีนั้น
 
   อาจารย์ ถามเราว่าเล่น เครื่อง ดนตรี ชนิดไหน
เป็นบ้าง เราบอกว่าเล่น อะไร ไม่เป็นซักอย่าง
แต่เรา สัญญา ว่าจะไปหัดไห้เป็น
 
ไห้ อาจารย์เลือกเครื่อง ดนตรี อย่าง ง่ายที่ สุด
และ นั่ง ในตำแหน่งที่เด่นที่สุด เวลา ถ่ายทอด ไห้เราที
 
  อาจารย์และ เพื่อนๆๆ( ที่บ้าๆๆ )ในห้องหัวเราะเรา กัน
(พวกมันอาจคิดว่าเราพูดเล่นๆๆ แต่ขอโทษ เราพูด จริง)
 
  ในที่สุด อาจารย์ก็ รับปากเรา ( ดีใจมาก กะ ว่า จะได้ โม้ ว่าได้ ออกทีวี  อิอิ)
 
 
**********เวลาผ่านไป 2 เดือน ไกล้ ไป เล่นเต็มทีแล้ว**************
 
เราร้อนใจมาก ถามอาจารย ว่า ทำไม ไม่ไห้ เราไป ซ้อม
เหมือน กะ เพื่อน คน อื่น บ้าง
 (ที่สำคัญเราอยากรู้ ว่าเราได้เล่น เครื่องดนตรี ชนิดไหน )
 
  อาจารย บอกว่าไม่ต้อง ห่วง อ้อม
 ครู จัดการไว้ไห้ แล้ว ของ อ้อม เป็น
 เครื่อง คน ตรี ที่เล่น ง่ายที่สุด 
 ซ้อม 1 วัน ก่อน ไป เล่น จริง ยังได้เลย  ( ไอ้เรา ก็ คิดไปว่า สงสัย อาจารยเห็น แววเลย ไว้ใจ แบบไม่ต้องซ้อม )
 
  ตอนนั้น ในใจ ก็ คิดไปถึงเครื่อง คนตรีไทยที่ แบบ
 สวยงาม ดีด กะนิ้ว อะไรไป ประมาณนั้น
 
  และแล้ว วัน ซ้อม วันสุดท้าย ก่อน เล่นจริง ก็ มาถึง
 
 
 อาจาร ไห้ เราไป พบที่ร้อง คนตรี ร.ร.
 
  ไปถึงเเรเห็นเด้กพานิชย์  นั่ง พับเพียบเล่นเครื่อง ดนตรีไทยกัน 
เราก็ ตื่นเต้น ว่าชิ้นไหน หว่า ของเรา ???.
 
  พออาจารยเห็นเราก้ เรียกเข้าไปที่แก ทัน ที
อาจาร นั่ง อยู่ไกล้เครื่อง ดน ตรี ชิ้นไหญ่ แล้ว บอกเราเนี่ยไห้เรา เล่น อันนี้
 
          "ฆ้อง" 
 
 ไช่แล้วมัน คือ ฆ้อง ที่เรา จะ ต้อง เล่น ออกทีวี เรา ตลกตัวเองมากเลย
แต่เราก็ เล่นแต่โดยดี ไม่มีข้อแม้เลย
 
 จนถึงวันที่ ต้องไป อัดเทป ที่ ช่อง5 เราได้ นั่ง บนสุด
 เวลากล้อง ถ่ายไปเห็นเราชัดมาก  เราดีใจที่ อาจาร จัดไห้ ตามที่เรา ขอ
 แต่เราก็ เสียใจ ที่เรา ต้อง ตี ฆ้อง 
 
 เพราะ เราไม่ได้ พิศวาสมันเลยยยยยยยยยยยยยยยย เฮ้ออ.
 
 
 
10 juni

Gecko Bar กับ Job 2 Do

 
ช่วงต้นเดือน มีนาคม ปี 2004
 
  เราทำงานเป็น พนักงานเสริฟ ที่รีสอรท อยู่ บนเกาะ (อ่าวต้นไทร )
ไปไหนมาไหน ก็ จะไปกะ พนักงาน ทีทำงานที่เดียวกัน
 แม้ จะแตกต่าง ตรง ตำแหน่ง หน้าที่ และ วัย แต่พวกเราก็ชอบ ชีวิตบนเกาะเหมือนๆๆกัน
หรือ บางคนไม่ชอบ แต่จำใจอยู่ก็ มีนะ
(เพราะ สามี หรือ ภรรยา หรือ แฟน หรือ กิ๊ก ทำงานอยู่ที่นั่น )
 
 
เราชอบไปเที่ยว ปารตี้ หน้า หาดเป็นที่สุด บรรยากาศ นี่ ขอบอกเลยว่า สุดยอดจิงๆๆ
( ถ้าเทียบ กะ RCA , Rachada , อ.ต.ก. ,ข้าว สาร ,สีลม  หรือ สุขุมวิท  )
 
ด้วยเกาะที่เราทำงานเป็นเกาะ ขนาดเล็กไม่เจริญเงียบ สงบ มีบาร์หน้าหาด หลาย บาร์
เราลงมา หน้าหาด แทบทุกคืน ( มาคนเดียว บ้าง มากะเพื่อน บ้าง มากะลูกค้า บ้าง )
มาดูดาว บ้าง ดูโชไฟ บางทีก็ มาฟังเพลง แล้ว นั่งเล่น หน้าหาด
 รอไห้ น้ำทะเลมันขึ้นมาถึงเท้า (สุดยอดจริงๆๆ ถ้าไครไม่เคย ต้องลองซักครั้ง )
 
 
 Job2Do เป็น วงเร็กเก้ ที่ดังที่สุด ของเกาะ(เพราะเล่นอยู่ วงเดียว ) 
จะเล่นประจำที่ Gecko Bar  ซึ่งอยู่ อ่าวไร่เลย์ 
 
แต่ถ้าไครจะจ้างไปเล่น บนฝั่ง หรือ บารอื่นก็ ไป(ไร่เลย์ เป็นเกาะ ขนาดไหญ่กว่า ต้นไทร และเจริญ กว่า
มี สิ่งอำนวยควารมสะดวกครบ )ซึ่งอยู่ถัดไปจาก ต้นไทร
 
  ด้วยความที่รู้จัก เขาตั้งแต่สมัยเรียน ( Job2do ทำเพลงขาย น่าจะออกช่วงเดียวกะ มาลีฮวนน่าชุดแรกๆๆ
 เป็นเพลงไต้ดิน ไม่มีสังกัดสมัยแรกๆๆ ตอนนั้น เราอายุ 15 ปี)
 
เราเลย ตั้งใจจะไปดู แต่การที่ไปนะ กลางวัน จะมีเรือไป ไร่เลย์ คนละ50บาท
 
(กร ณีที่คนขับ พิศวาส ก็ ฟรีไปเลย อิอิ แต่เราไม่ไช่ คนหน้าตาดีเลย  มีวิธี ที่นั่งฟรีแบบ คนเรื่อ ต้องยอม คือ
เราจะพยายามดูว่าฝรั่ง ที่พักที่รีสอรท ไครจะไร่เลย์แล้ว ชวนเดินไปพร้อมๆๆกัน
 
พอไปถึงเรือเราก็ บอก คนเรือว่า ทุกคนที่เดินมากะเราเป็นพวกเดียวกัน หมด
 โดยพยายาม ทำเป้นคุยโน่น คุยนี่กะฝรั่ง  แล้วก็ ถือโอกาศขอเขาฟรีคนนึง
 
ซึ่งมุกนี้ไช้ได้ ผล ชงัก เพราะ เราได้ไปฟรี บ่อยมากกกก )แต่กลางคืน
ต้องเหมาลำ ( แพงกว่า กลางวัน 5-10เท่าตัวเลย)
 
 
  เราจะไปเที่ยวได้หลังจากเลิกงาน คือ 22.00 น.
เราก็ นัด วัลลา (เพื่อนที่ รัก การเป็น ชาวเกาะเหมือน กันกะ เราๆเจอกะ วัลลา ที่รีสอท เขาทำงานก่อนเรา 1 เดือน )
ตอนไป ก็เดินข้ามเขาลูกเล้กหน้าหาด กันไป มี ลุกค้าด้วย 2-3 คน เดินลงจากรีสอรทมาหน้าหาด
 
    ก็ 1 กิโล ระยะเวลา ที่เดินบนลูกเขาก็ ประมาณ 1กิโล
เท่ากัน (จากากรประมาณการของเรา )แล้วเมื่อลงจากเขาก็ ถึง ไร่เลย์
 
เดินตัด จาก ไร่เลย์ตะวันตกไปไร่เลย์ตะวัน ออกอีก ครึ่งกิโล รวมเบ็ดเสร็จแล้ว
ก็ 2 กิโลครึ่ง กว่าจะถึงปารตี้ JOb 2 Do เหนื่อยสุดๆๆเลย แต่ก็ มีสิ่งจูงใจ
 ก็ เลยคิดว่าไม่เหนื่อยมาก ( หลอกตัวเอง)
 
    ไปถึงคอนเสิตเล่น ไปสักพักแล้ว ฝรั่งก็ เมากันเต็มที่แล้ว
 (เมาหลายอย่างไม่เฉพาะ เหล้าเบีย พวกนี้ ชอบเมาหญ้าแห้งกัน)
 คนไทยที่อยู่ที่เกาะก็ ส่วนมากจะไม่ค่อยเที่ยวเพราะ เขาอยู่เพื่อทำงาน
 
  เที่ยวทีนึงนี่ ต้องทำงานหลายวันเลย เพราะ ต้องเก็บเงินไหม่(เพราะเครื่อง ดื่ม จะแพงมาก)
คนที่เที่ยว อยู่ก็ จะเป็นพวกไกด์ปีนเขา หรือไม่ก็ คนทีทำงานได้เงิน มากพอสมคาร
ส่วนเด้กเสริฟ อย่างเรา นี่ถือ ว่าไม่เจียมตัวเลย ที่ไปเที่ยวกะเขา เพราะ รายได้ แค่100บาทต่อ วัน
 ( ต้น ไทร กะ ไร่เลย์ นี่มีโรงเรียน สอนปีนเขา อาจจะ มากที่สุด ในประเทศไทยก็ ว่าได้นะ
 
**ลักษนะ ของไกด์ ปีนเขานะ จะตัวดำเป็นมัน เงา ( ชนิดที่ สาวฝรั่งเห็นแล้ว กรี๊ด )
แล้วผมจะยาว  90% เขาจะทำผมเป็นเร็กเก้กัน  แล้วเขาจะไม่ไส่เสื้อ
 
พวกนี้จะมี ความเป็นคนไทยที่รัก ษาสิ่งแวดล้อม มาก มีความเป็นชาวเกาะ รักเกาะ มากกๆ
และ เขาจะไช้ชีวิตแบบ เป็นตัวของตัวเองที่สุด ***
 
   คอนเสิตเล่นไปไอ้เราก็ คน ชอบเต้นได้ยินเสียงดนตรีเป็นไม่ได้
เลย แต่เราไม่ได้ดื่มแล้ว ตอนนั้น ก็ เลย กิน โค๊ก 
เพื่อนที่ไป ด้วย ก็ สงสัย ว่าเราไม่เมาเต้นได้ไง ( อีกในนึง มัน ก็ คิดว่าเรา บ้ามาก )
 
 
เต้นกันอยู่ จน ตี 3 เห็นจะได้  ถึงเวลากลับแล้ว
เพราะ รุ่งเช้าเรา ยังต้องทำงาน แต่เช้า คือ เข้างาน 7โมงเช้า
ลูกค้าที่ไปด้วยก็ หายไปไหน กัน หมดไม่รู้
เราก็ เลยเดินกลับ เดินกลับกับวัลลา 2คน ชนิดที่ไม่ มีไฟ ฉาย
 
ไม่มี อะไรเลยเพราะ ตอนไป อาศัย ไฟฉายฝรั่งเขา 
    เราเดินกันไป เรื่อยๆๆ
เราก้ เห็นเพื่อนเริ่มกลัว ก็ เลย แกล้งพูดไปว่า
เนี่ยดีนะ ที่เราไม่มีไฟฉาย เพราะ ไม่งั้น มีคนเห็นเราเดินกันเป็น ผู้หญิง 2 คน อันตรายแน่ๆๆ
ได้ ผลมาก เพื่อน เริ่มเชื่อ ( ตอน นั้น เพื่อน เมามาก ทั้งๆที่ดื่มไป 2-3 ขวดเล้กเอง )
 
   พอไปถึง หน้าหาด เรือ ก็ ไม่มีแล้ว น้ำก็ ยังไม่ลด
 ( หมายถึงเราจะเดินลัด ริมหาดไปไม่ได้ แต่ถ้า
จะไปทางบนเขา(เดินข้ามเขา)เหมือน ที่ ตอน มาก็ มันมืดเกินไป  )
เราก็ เลยคิดว่าน่า จะนอน เล่น หน้าหาดรอ น้ำลดดีกว่า จะได้ นอนดูดาว ด้วย เลย บอกเพื่อนไป
 
เพื่อน เราแทบร้องไห้ ออกมา เมื่อได้ยิน
(เราไม่รู้ ว่า ความรู้สึกเขาเป้นยังไงแล้ว แต่เพื่อน พูด ประมาณว่า คราวหน้าอาจไม่มาอีกแล้ว อิอิ)
ลืมบอกไปว่า เพื่อนวัลลาของ เราที่ไปด้วยกัน อายุ 40 กว่าลูก 3 คนแล้ว
เขาก้ เลยอาจจะคิดว่า มันบ้ามาก ถ้าต้องนอน ริมหาด(เราคิดเอาเองนะ )
 
เพื่อนเราก็ นอนแบบ ชนิดว่า นอนไห้หลับ
 แต่เราไม่
 
เราก็ นั่งดูดาว บ้าง เอน หลัง นอน บ้าง ด้วย ความคิดที่ ว่ามี ความสุขมาก
เพราะ ปกติ จะ นั่งดูดาวแต่ฝั่งต้นไทร เพิ่งมาดูดาวฝั่งไร่เลย์ ครั้งแรก
 
เปรียบเทียบกัน เราว่าฝั่งไร่เลย์ เห็น ดาว มากกว่า ต้นไทร
( อาจจะคิดไปเองก็ ได้ เพราะ ไม่ได้ถามความคิดเห้นคนอื่น )
 
    เวลาผ่านไป จนพระอาทิตย์จะขึ้นแล้ว เราเริ่มเห็น ชายหาด ที่น้ำลดลงแล้ว
ก็ เลย ปลุกเพื่อน แล้ว พาเดิน เลาะ ริมหาดกันไป จนถึง รีสอรท ที่ อ่าวต้นไทร
 
      7โมงเช้า เราก็ มาเจอกัน ที่เคาเตอร์ โดยเราและเพื่อน ได้ นอน คนละ 1ชม
เราก็ ทำงาน เหมือนปกติ ของทุกวัน โดยไม่ได้เล่า ไห้ไครฟังเลย
 
 ว่าเมื่อคืน ไปนอนไหน กันมา.....
 
***ตอนนี้ วัลลา เพื่อน ของเราก็ กลับมาไช้ชีวิต ในเมืองเหมือน ก่อนไปอยู่เกาะแล้ว
 
แต่เขาก็ ยังบอกเราเสมอว่ายังคงคิดถึง ที่เกาะมาก  และ จะไม่มีวันลืมที่นั่นเลย
 
(เราไม่รู้ว่าเขา รวมเหตุการณ์ที่ไปนอน หน้าหาดด้วยหรือ เปล่านะ อิอิ)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
  
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

เพื่อน ตูน ยังไม่ตาย

 
 
     เปิดเมล มาวันนี้ดัใจมาก เพราะเห็นเมล เพื่อนตูน
หลังจากที่เดินทาง ข้าม น้ำ ข้ามทะเลไปเรียน ต่อ ตั้งแต่เดือน ต.ค.2006
 
ตอนแรกคิดว่า อีเมลที่ส่งไปไห้มัน คงจะไม่ถึง หรือ ถึงแต่เพื่อน คงจะเรียน
หนัก หรือ อะไรซักอย่าง  หรือไม่ก็ เพื่อนตูนลืมเพื่อน อ้อม แล้ว ฮิฮิ
 
แต่ในเมลของเพื่อนตูน บอกว่า มันทำโทรศัพย์ หายตั้งแต่ไปถึงเลยไม่มี เบอร์ โทร เรา
(แต่มันไม่บอกเลย ว่า มันไม่ได้ไช้เนตเช็ค เมลเลย ) ตกลงไม่รู้ยังไงกัน
แต่ช่างมัน เพราะ ตอนนี้มันก็ ติดต่อ มาแล้ว ว่ามัน ยังไม่ตาย (โล่งใจมาก นึกว่า หนาวตายแล้ว )
 
    เพื่อน ตูน นี่เป็นเพื่อน กันมา ตั้งแต่ อายุ 16 เลย เรียน ห้องเดียวกันตอน ปวช.ที่เทคนิค 
 
 
เพื่อน ตูนไม่มีแฟนเลย ยยยยยยยยยยย(เราก็ ไม่มีนะ แต่เรา ก็ ยังเคยแอบชอบรุ่นพี่ บ้าง อิอิ)
เป็นคนเรียนเก่ง ตอนเรียนได้ ทอป ตลอดเลย เรานี่ รอง ทอปเพราะว่า
 เราลอกเพื่อนตูน ตลอด เหมือนกัน ฮิฮิ
 
  
    **มีครั้งนึง อาจารโกรธมาก เพราะเขาเห็นเราได้คะแนนเยอะ มาก โดยที่เราไม่ค่อยเรียน
เขารู้ ว่าเราลอก ไครซักคนแน่ๆๆ แต่เขาก็ จับไม่ได้ หรอก ( ลอกระดับ พระกาฬ ฮ่าฮ่า)
 
  
และอีก ครั้งนึง กะอาจารย์คนเดิม แกก็ ไห้สอบปฎิบัติ (แกหัวเราะเรา
ก่อน เข้าสอบแล้ว กะว่า คราวนี้เราเสร็จแกแน่ๆๆ)
แต่ขอโทษ รู้ จัก อ้อม น้อยไปซะแล้ว ( ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ )
 
เราจะต้องเข้าสอบเป็นกลางๆๆ ไม่ก่อนไม่หลัง
วันนั้น เราตั้งใจไห้ คนที่เก่งที่สุด ติวไห้ **ในห้อง มีคนเก่ง เกิน 80%
( 20% จะเป็นเด็ก เส้นที่ สอบ ไม่ติด แต่ มีสิทเข้าเรียน )
 
 
 ของนักเรียนทั้งหมด เพราะเป็น วิทยาลัยประจำจังหวัด ต้องสอบแข่งขันกัน
(แปลกแต่ จริง ว่าเราสอบได้ เพราะเราเรียน แย่มากกก ทั้ง ร.ร.
 ที่ จบ ม.3 มาสอบ มี ติด 3 คน.
 
 
เพื่อนผู้ชาย 2 แต่ละคนนะ เกลดเฉลี่ย 3 กว่า และ เรา 1 คน
 ไม่บอกเกลดนะ เพราะ อาย
ตอนไปฟังผลเรานั่งรถเลย วิทยาลัยไป เพราะ คิดว่า ไม่น่าติด
ไปเที่ยวในเมืองก่อน แล้ว นั่งรถ กลับบ้าน ถึงแวะดู)
 
 
 เราก็ เตรียมตัวเข้าสอบ ปฎิบัติ ตอน นั้น เขาไห้ วัด ตัว Capacitor
หรือ อะไรนี่แหละ แต่จำได้ ว่า มัน มี 3 ขา
 เราต้อง บอกไห้ ได้ ว่า ขาไหน โดยดูค่า จาก มิเตอร์ พอเราเริ่มวัด นะ
 
 เห็น หน้า อาจารนะ กวน ...สุดๆๆเลย
เผอิญ ว่าเรา ตอบได้ แก ก็ แสดงสี หน้า ตกใจชัดเจนเลย
 
 
( มันไม่ได้ ยากเลยนะ แต่ อาจาร คิดว่าเราโง่มากกกกกกกกที่จะเข้าใจ )
ว่าเป็นไปได้ไง แกก็ ไห้เราวัด ตัวเดิมอีก เพื่อ ความแน่ใจว่าเราไม่ได้ ฟลุ๊ค
 
  สุดท้าย พอสอบเสร็จ ก็ มาคุยกันกะเพื่อนๆ มีเราคนเดียว ที่ได้ วัด ตัวเดิม ถึง 3 ครั้ง
( เป็น ความโชคดี ที่เรา คิดว่า อาจาร ต้องถามตัวยาก กะเรา แน่เราเลย จำ ไป
ตัวเดียว เพราะ ตัว อื่น พอ จะมั่วได้ )
 
      เรา เหม็นขี้หน้า อาจารย์ คนนี้ จนจบเลย ฮิฮิ ( แกก็ คงมี ความรู้สึกเดียวกันกะเรา )
 
 
 สรุปว่า เพื่อตูน คือ คนที่ คอยช่วยเพื่อน อ้อม จนเรียน จบ ปวช เทคนิคนคร ด้วยเกลด เฉลี่ย ที่ สวยงาม อิอิ
 เราเคยคิดจะ ตอบแทน เพื่อน ตูน แต่ไม่มี โอกาศเลย เพราะเพื่อนตูน ดีพร้อมไปหมด
 
 
   มีครั้งนึง เพื่อน ตูน โทรมาขอคำปรึกษา (เรื่อง ผู้ชาย ซะด้วย ) ตอน นั้น
 เราไปเป็นชาวเกาะ อยู่ จ.กระบี่ อ่าวไร่เลย์( ก่อน Tsunami 1 ปี )
 เพื่อนตูน ทำงานเป็น วิศวกร ที่ บริษัท Sumsung เผอิญว่า มีเพื่อน ชาย ที่นั่งโต๊ะไกล้ กัน ชวนไปดู หนัง
 
    
 แต่เพื่อนตูนไม่รู้เอาไง ( ตามความคิดของ คนอายุ 24 แบบ ไม่เคยมีแฟน )
เพื่อนตูนเลยตัดสินใจโทรหาเพื่อน อ้อมเลย
เราก็ ถามว่า แล้วรู้จักกันนานยัง เพื่อน ตูน บอกว่า ก็ ร่วมงานกันมา ปี กว่า แล้ว ชวนมัน ทุก อาทิตย์
แรกๆๆมันก็ คิดว่าพูดเล่น แต่ ตอน หลัง มัน เริ่ม เห็น ว่า อีนเนี่ยคงเอาจริง (แน่ๆๆ แล้ ว)
 
 
เราไห้คำปรึกษาไป ว่าไม่ควรไป ฮิฮิ เพราะ เรา กลัว ว่าเพื่อน จะมีแฟน ( ก่อนเรา ) อิอิ
หลังจากนั้นเพื่อน ตูนก็ ไม่โทรมาปรึกษาอีกเลย เพราะ มันคงคิดได้ <;
 
 
 
***เออ  นึกขึ้นได้ ว่าเราเคยตอบแทนเพื่อนตูน แล้ว 1 ครั้ง ตอน เทอมสุดท้ายก่อนจบ
 
เรื่องมีอยู่ ว่า
 
 
  วันนั้นห้องเราต้องเรียน ชั้น 3 ของตึก แล้ว เราอยู่ ชั้นล่างสุด ตรงบรรได 
ตูนขึ้นมาถึงก่อนถึงก่อน เราก็ เล่นคุยกันโดยอีกคน อยู่ ชั้นหนึ่ง อีกคน อยู่ ชั้น 3
แล้วเผอิญว่าเล่น น้ำลายกัน โดย ที่ตูน ถ่ม จาก ด้าน บน เรา หลบ ด้าน ล่าง
 
 
พอตูน ถ่มลงไป พอดี อาจาร ช่างไฟเดินมา แล้ว น้ำลายเกือบโดน อาจารย์ ห่าง
กันไม่ถึง 5เซ็น อาจาร คนนั้นก็ จะเอาเรื่องไห้ได้ ก็ ขึ้นมาคุยกะหัว หน้า ช่าง อิเล็กทรอนิก
ว่าเราเป็นคน รู้เห็น ว่าไคร ถ่ม น้ำลาย
 
 
เราก็ บอกอาจาร ว่าเรา ไม่รู้ แกล้ง ทำหน้า ตาย มาก เพราะ เพื่อน ตูน อาจเดือดร้อน ถ้าเรา พูดไป
แต่ตอนนั้น เรา ก็ เดือดร้อน เพราะ อาจาร ช่างไฟไม่ยอม จะเอาเรื่องเราในฐานะที่ ปกปิด ความผิดไห้เพื่อน
 
เราก็ ทำหน้า เศร้า หันไปทาง อาจาร ช่างอิเล้ก พยายาม บอกแกว่าเราไม่รู่เรื่อง
 
สรุปว่าอาจาร เชื่อเรา ( หรือ อีกใน หนึ่งคือ ไม่อยากไห้ ลูกศิษเดือดร้อน เพราะ โทษอาจถึงถูกทำ ธันบน )
โดย ขอโทษอาจาร ช่างไฟฟ้า แล้วขอไห้เรื่อง จบ
 
( ที่เทคนิค อาจารย์ จะเข้าข้าง ทุกคน ที่อยู่ แผนกเดียว กัน แผนกอื่น ก็ เหมือน คน นอก )
 
ส่วน อาจารย์ ช่างไฟ แกโกรธเรามาก ดู จากสีหน้าเนี่ย แค้นฝังหุ่นเลย**
 
*****สุดท้ายนี้ ถ้าเพื่อน ตูนได้ อ่านข้อ ความนี้ เพื่อน อ้อม อยาก ขอบคุณใน ความเป็นเพื่อน ที่ดี ของเพื่อนตูน เสมอมา
 
 เกิดชาติหน้า ฉันได้ ขอไห้ เพื่อนตูนไห้ เพื่อน อ้อม ลอก ข้อ สอบอีกนะ ฮิฮิ  *+*
 
รักเพื่อนตูน เสมอ
 
จากเพื่อน อ้อม.
 
ป.ล. ตอน นี้เพื่อน อ้อม มีแฟนกะเขาแล้วนะ หนึ่งคน ส่วนรายละเอียด จะแจ้งไห้ทราบอีกทีนะ.
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
  
 
 
 
 
 
 

ต้นมะลิ จ๋า*-*

 
 **** ต้น มะลิที่ปลูกไว้ ริมระเบียง มันอยู่ในกระถาง พลาสติก มัน
ออกดอก ขาวสวย และ หอม ( ต้อง ไปดมไห้ถึงดอกถึงจะไดกลิ่น )
 
 ไปดู มันก่อน ออกจาก ห้องมาทำงาน และ ตอนกลับ จากทำงานทุกวัน(เพราะ ต้องรดน้ำไห้มัน)
แต่ มีอยู่ช่วงนึงฝนตกทุกวันเราเลยไม่รดน้ำเพราะคิดว่ามันคงได้น้ำฝนแล้ว
พอเราไม่ต้องรดน้ำเราก็เลยไม่ได้ไปดูมัน( ลืม มันไปเลย)
 
 เหตุการผ่านไป ไม่รู้ว่า ว่ากี่วัน เราเห็นว่า แดดแรงไม่มีฝนเลย
หลังเลิกงาน วันนั้น เราก็ เปิดน้ำไส่ขวดรดทุกต้น ที่หน้าระเบีงเรีบยร้อยแล้ว
พอถึงคิวที่จะรด ต้นมะลิ  เราเห็นต้นและใบเหี่ยวหมดแล้ว (ตาย แล้ว)
 
 เราเสียใจมาก(ไม่ได้เว่อนะ) เพราะเราคิดว่าเราผิดมากเลยที่
ปล่อยไห้มันตาย (ในกรณีที่คุณ อยู่คนเดียวทุกอย่างคือ เพื่อน และ มีชีวิต ทั้งหมดเลย)
เป็นเพราะเราไม่ไส่ใจมันเท่าที่คาร (เพราะ คิดว่า ฝนคง จะไห้น้ำมันแล้ว )
 
 หลังจากนั้นเราก็ ไม่ได้เอามันทิ้งแต่เรากลับ รดน้ำมันทุกวัน
 
 ( ในใจเราคิดว่าอยากชดเชยไห้มัน ที่เราไม่ได้รดมัน ก่อนมันเฉาตาย)
เรารู้ว่า การรดน้ำ ไม่ได้ทำไห้มัน กลับมามีชีวิติอีกรอบ
แต่ก็ รดมันทุกวันเท่ากะรดต้นอื่นๆๆ เราเสียใจทุกที เวลารดไปถึง ต้นมะลิ
(คือ เราคิดว่า ถ้าย้อนกลับไปได้เราคง จะรดมันทุกวันเพื่อไม่ไห้มันตาย)
 
 แถวที่เราอยู่ ต้นไม้หาซื้อง่ายมาก แต่มันก็ ทดแทนกันไม่ได้ .
 
 และแล้วเช้าวันนึง เราได้รับ ของขวัญ วันเกิดจากแฟน เป็น
กล้องถ่ายรูป เราก็เลย ถ่ายทุกอย่างที่อยู่ในหอ้ง
แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาเลย ตอนที่เราซูม กล้องไปที่ต้นมะลิ
มันแตกกิ่งเขียวๆๆ 2-3 กิ่งตามลำต้น เราดีใจ มาก ๆ มากพอกะของขวัญวันเกิดเลย(จิงๆนะ)
 
และแล้วเรากะต้น มะลิก็ กลับมา ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกันเหมือนเดิม (แบบไม่เคยคาดคิดมาก่อน) <:
 
 
 **เหตุการครั้งนี้มันสอนไห้เรารู้ว่า บางสิ่ง บางอย่าง หรือ แม้แต่ คนบางคน
มีค่า มากมาย ในความรู้สึกของเราโดยที่เราอาจไม่รู้ตัวเลยก็ได้
มักจะรู้ก็ ต่อเมื่อ เราเสียเขาเหล่านั้นไปแล้ว
 
เพราะฉะนั้นเราต้อง ไห้ความสำคัญ และใส่ใจ ไห้มากขึ้น ก่อนที่เขาจะจากเราไป
หรือเราจากเขาไป เราอาจไม่โชคดี เหมือนครั้งนี้ก็ ได้.
 
 
 
 
 
 
 
 
08 juni

คุณ สม ( ย้อน รอย ตามหา สม ) ณ อ่าวต้นไทร

 
 
 
 
คุณ สม ( หรือ ที่ทุกคนเรียกว่า ไอ้ สม ) เป็น ลูก จ้าง ที่รีสอร์ทอยู่ บนเกาะ เล็กๆๆ ชื่อ อ่าว ต้นไทร ในจังกหวัดกระบี่
 
  สมเขาเป็น คน กะเหรี่ยง หรือ พม่า หรือ ว่า จีน ไม่ทราบสัญชาติ ที่แน่ชัด *
 
เขาบอกว่า บ้านอยู่ ระหว่าง2 แผ่นดิน ที่เขารบกัน และบางที หมู่ บ้านเขาก็ ต้องรบด้วย 
 
 อันนี้ก็ เลย ทำไห้เราคิดว่า เขาอาจเป็นชน กลุ่มน้อย (กะเหรี่ยง )
 
แต่พอ สมจดงานที่ หรือ เขียน อะไร เขาจะไช้  ภาษาจีน .
 
*แต่พอดูหน้าตา สม แล้ว พม่า ชัดๆๆ ฮิฮิ 
 
  สมเป็น คน ที่สุด ยอด ( แย่ )มาก ทุกๆๆเรื่องเลย ที่สำคัญมันเคย ทำเรา ร้องไห้เลย
 
แล้ว ก็ ทำเป้น มา ขอโทษ พร้อมกะเลย์ ถุงไหญ่  เรา หายโกรธทันทีที่เห็น ถุงเลย์..
 
แล้วมอง หน้า สม ว่า มัน ทำไห้คน ร้องไห้ แล้ว คิดได้แค่ ว่า ต้องซื้อ ขนมมาไห้
 
 จะได้ หายโกรธ เฮ้อ.. ตา-ลก- จิงๆๆ 
 
 ตอนนั้น สมอายุ เกือบ 30 ได้ แล้ว เรา ก็ ประมาณ 25 เรา ก็ ได้แต่ ขำๆๆ
 
( สมไม่ได้ พิศ วาสเรานะ เพราะ สม มี เมีย แล้ว ชื่อ จ๊ะ ตา )
 
 
 
 มี อยู่ วัน หนึ่ง หน้า Low Seasion ทั้งรีสอรท มี กัน อยู่ ประมาณ 8-9 คน และ ลูกค้า อีก 2-3 หลัง บังกะโล เพราะ หน้านี้เป็น หน้า มรสุม ไม่มี ไคร มาเที่ยว กัน
 
แต่ คนที่มา ก็ ต้อง เสี่ยง เพราะ อาทิตย์ นึง จะมี ฝนตก 6 วัน ครึ่ง ที่ เหลือ ครึ่ง นึง ก็ แดด ออก .
 
 พนักงานก็ จะอยู่ กันแบบ สนุก ( สำหรับบางคน อาจทุกข์ ถ้าไม่ ชอบ Adventure )
 
 สมทาสีหลังคา อยู่ เราก็ อาสา ช่วย เพราะ เห็น สมเคยเล่าไห้ฟังว่า เขาเคยไปรบไห้กะ หมู่บ้านที่เขาอยู่ และ เขาทำระเบิดเป้น ..
 
เราก็ ช่วยสมทาสี หลังคามา 3-4 วันแล้ว ( เสีย กางเกง และเสื้อ เพราะ ติดสีไป หลายตัวแล้ว )
 
ก็ เลยเริ่ม คุยถามเรื่อง ระเบิด หวังจะได้ ความรู้เล็กๆๆน้อยๆๆ แบบ คนอยากรู้
 
สมบอกเราสั้นๆๆ ว่า เขาทำไม่เป็น เพราะ เขาเป็นคน ส่งข้าวห่อ ไห้ พวกที่ไป รบอย่างเดียว เราได้ ยิน ก็ ฮา เลย
 
เพราะ ทาสีมาเกือบ ตาย ไห้ ไอ้ กะเหรี่ยง สม หลอก 5555
 
 
          เราร่วม ทุกข์  ร่วมสุขกะสม มา เป็นปีในฐานะเพื่อน ร่วมงาน ที่ ดี ( บ้า มาก กว่า ดี ) และ ขำ  ก็ ถึงวัน จาก 
 
ไม่มีไครคิด ว่า วันที่ 26 ของเดือน ธันวาคมปีนั้น จะเกืด คลื่นยัก
 
เราตกใจสุดๆๆ เลย  เราเหมือน ตัวคนเดียว ความรู้สึกแย่มาก
 
หลัง จากเกิด คลื่นยักได้ 1 วัน เราก็ ออกสำรวจพื้นที่ พร้อม กัน แน่นอน ว่า ต้อง มี สม ไปด้วย
 
รีสอรท อยู่ บนเขา เวลาไปไหน ถ้าไม่เดินก็ ไป รถ 3 ล้อ พ่วง  ซึ่ง วันนั้น เราไห้ สมขับไห้
 
  เราไป กัน 4 คน รวมสม ( สมไม่เคย ตรวจ สอบ สภาพรถเลย หรือ อาจ ทำไม่ไปน ก็ ได้  ) รถ ออก ไป ลง เขาแล้ว สม บอก เรา ทุกคน ว่า
 
**รถเบรกไช้ไม่ได้ อีกสองคนที่ไปด้วย ก็ ฮา กัน เพราะ ไม่เชื่อ
 
 
 *****แต่เราเชื่อ.** ***
 
หลังจากนั้น ความเป็นผู้นำก็ ขึ้นสมองมาทันที เรา บอกไห้ ทุก คน สละ ยาน ( กระโดด ลงจากรถ)
 
สมก็ ไม่กระโดด ไม่รู้ มันกลัว อะไร ( อาจ กลัวถูกมองว่า ไม่เป็น Man ก็ไท้รู้ บ้า มัน )
 
อีกสองคน ก็ ไม่ ทำ เราก็ เลย ต้อง ทำเป็น ตัวอย่างคนแรก ในตอนนั้น รถวิ่งลงเขา ไม่เร็วมาก ประมาณ 40 Km / Hrs แต่ถ้าปล่อยไห้ไปถึง หน้า หาด รถ ต้อง ค่วำแน่ๆๆ
เราก็ กระโดด แล้ว สม ก็ กระโดด อีกคน กระโดด ตาม พวกเรา
 
แต่ อีกคน นึงใจไม่ถึงเลย ตัดสินใจ ยอม ตาย กะรถ ฮิฮื
 
แต่สรุป ว่าไม่มีไครเป็นอะไร รถเสีย หลักไปชนร้าน น้ำชา พร้อม กะ คนที่ ไม่ยอมกระโดด .
 
นี่เป็นเหตุ การที่ สม ทำไห้ เรา ผู้ ร่วมทาง 3 คน แ คนที่ ร้าน น้ำชา 8 คน จำเขาได้ และ อาจจำ ไปจนตายเลย.
 
 
และแล้วเราก็ ต้องจากรีสอรท และ จาก สมมา ในเช้า วันที่ 27 ธันวาคม หลังTsumani ได้ 2 วัน .. พอเราเก็บกระเป๋า เสร็จ ก็ เดิน มาหน้า ฟร้อน เพื่อ ลาทุกคน
 
ไอ้ คุณสม ตัวแสบเอากระเป๋าเราไปซ่อน ( เรา ว่ามัน อาจคิดว่าไม่มีเพื่อน เล่น หรือ เพื่อน บ้า กับมัน มันก็ เลยไม่อยากไห้เรากลับบ้าน )
 
เราก็ ตาม ขู่ ปน ขอ ร้อง และ บังคับ นิดๆๆไห้มัน เอา กระเป๋ามาไห้ .
 
สุดท้าย จ๊ะตา เมีย สุดที่รักของสมก็ จัดการไห้ ด่ามันไห้
 
พอเมียด่า นะ รีบไป เอากระเป๋ามาไห้เราเลย เฮ้อ สมเอ๋ย ( นี่ถ้ามันไปเอาแต่แรก มันก็ คงไม่โดนเมีย ด่า หรอก )
 
***สมรู้ดีว่า ถ้าด่าแล้ว ไม่ฟัง เดี๋ยวก็ มีการลง ไม้(มีด ) ลงมือ กัน ฮิฮิ 
 
สุดท้ายเราก็ ต้อง จาก สม และ รีสอรท มาแบบ ไม่เต็มใจเท่าไรนัก .
 
ป.ล. เราทิ้งเสื้อไว้ไห้ สมดูต่าง หน้าตัวนึง เคยมี คนขอซื้อ 1500บาท ยังไม่ขาย (ตอน นั้น รักมาก) เป็น Jacket ยีนส์ ของ ยี่ ห้อ อะไรจำไม่ได้ แต่มัน หาซชื้อ ค่อนข้างยากแล้ว เพราะ มัน เป็น พี่ ของ Wranger อีกทีเดี๋ยวนี้ ผลิตมาก็ มีแต่ Wranger แล้ว .***
 
 
 
 
 

No Dinner

          เหตุเกิด ขึ้น ณ คอนโดแห่งหนึ่ง ใน กทม.
 
    เมื่อคืน หลังเลิกงาน ก็ รีบแจ้นกลับบ้านเลย  ละคร(น้ำ....)ช่อง 7 สี ทีวัเพื่อคุณ กำลังสนุกมากกกกกกกกกก
 
 รีบจนไม่ซื้ออะไรไปกินเลย ก็ ไม่อยากพลาดเลยแม้แต่ตอนเดียว 
 
กะว่าพอหนังจบเดียวก้ลงมาซื้อ กินก้ได้ 
 
แต่ทุกอย่างก็มักไม่เป้นไปตาม เป้าหมายเสมอ เพราะ ว่า หลังจาก ละครจบ ก็ เผอิญว่า รายการที่ต่อ จาก ละคร ก็ น่า สนใจเข้า มา อีก
 
เมื่อ เป็นเช่นนั้น ก็ คิดว่าไม่เป็นไร ดู รายการ ก่อน ยังมีเวลา หลัง รายการ จบ ค่อยไปกิน
 
แต่พอ รายการจบ ก้ ต้อง รอ โทร ศัพท์ แฟน ( เป้นคน ประ หยัดมาก ไม่เคยเปลี่ยน แบตเตอร์รี่ ที่แสน จะ เสื่อม สภาพ ) เพราะ แฟนโทรมาทีก้คุยนาน
 
ไอ้เราก็ คิดว่าไม่อยาก คุยๆ อยู่แล้ว แบต หมด มันเสียอารม หนะ
 
สุดท้าย ก็ ไป อาบน้ำ ตอน เกือบเที่ยงคืน อาบน้ำ เร็จ ก็ ยังไม่แต่งตัว เพราะ ว่า เดี๋ยว นอน รอ โทร ศัพท์แฟน ก่อน
 
แต่ แฟนก้ ดี มาก รัก ษาคำพูด มาก โทร มา ตอน ตี 1 แล้ว คิด ดู ซิ ว่า ระหว่างที่รอ ก็ หลับไป น้ำ ลายไหลไปแล้วไม่รู้ กี่ ลิตร  
 
เฮ้อ ไอ้ตอนที่แฟนโทรมา ก็ ไช่ว่า จะได้ สติ ไป เปลี่ยน เสื้อ ผ้า แล้ว ไป หา อะไร กิน แต่ กลับ นอน หลับไป เลย ไฟ ก็ ไม่ได้ปิด
 
ตื่นมาอีกที ก็ 8 โมง เช้า ในสภาพ ผ้าเช็ด ตัว ตอน ออกมา จาก ห้อง น้ำ  จำได้ว่า แฟนโทรมา แต่ก็ จำได้ ไม่หมดว่าคุยอะไรกันบ้าง
 
เฮ้อ ช่าง น่า สมเพศ เอ้ย ..น่า สงสาร เพราะ ว่า No dinner
 
 

Waiting for .....

 
 
 
วันนี้ก้เป็นอีกวันนึง ที่ ต้อง รอ รอ รอ ร้องเพลง รอ ไป ..
 
ไม่รู้เมื่อไหร่ จะได้รับซะที คนส่งเขาบอกว่า ส่งมา อาทิตย์นึงแล้ว....*-*
 
เราก็รู้แล้ว ว่า อะไร ที่เขาส่งมา แต่ก็ อยากได้เร็วๆๆ ( แบบว่าวัย-สะ-รุ่น ใจร้อน มักๆๆ) .
 
 
ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีแฟน ตรงกะวันเกิดเลย 
 
จนมาปีนี้ อายุ จะเข้า 28 ขวบ เต็มในอีกไม่กี่วันข้างหน้าแล้ว  เราเพิ่งมีแฟน ตรงกะวันเกิดคนแรก **
 
ตื่นเต้นมาก พอแฟนโทรมาบอกว่าส่งของขวัญวันเกิดมาไห้ แล้วนะ ..เราก็ดีใจแต่เรารู้แล้วว่ามันเป็น อะไรเพราะ มีการตกลงกันก่อน จะไปซื้อไห้ แล้ว ..
 
***เพราะว่า มีเหตุการเขา Surprise แล้วเราไม่เล่นด้วยมาแล้ว พอเที่ยวนี้เลย make sure ว่าเรา Ok. ฮิฮิ  ขอออกตัวก่อนนะค่ะ ว่า ไม่ไช่คนเรื่องมาก แต่จะไม่ฝืนใจตัวเองเพื่อไครเด้ดขาด < ;
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Foto 1 van 5
*